พุทธศาสนามหายานในจีน


พุทธศาสนามหายานในจีน
เศรษฐพงษ์ จงสงวน
ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนาจีน
ชาวไทยเชื้อสายจีนจำนวนไม่น้อยสงสัยกันว่าพุทธศาสนาในประเทศจีนมีเนื้อหาความเป็นพุทธมากน้อยเพียงใด จริงแท้แค่ไหน บางคนก็บอกว่าเป็นศาสนาจีนไม่ใช่พุทธศาสนาเพราะภาพของพุทธศาสนาในประเทศจีนมีเอกลักษณ์แตกต่างจากศาสนาพุทธในที่อื่นอย่างเห็นได้ชัด ในวันนี้จึงจะขอเสนอข้อมูลเกี่ยวกับพุทธศาสนาแบบจีนในแง่ของพัฒนาการเชิงประวัติศาสตร์ให้เห็นว่าหลังจากที่พุทธศาสนาเผยแผ่เข้าไปในแผ่นดินจีนแล้วมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง ตลอดจนภาพในปัจจุบันว่าพุทธศาสนาแบบจีนที่เห็นกันอยู่นั้นแตกต่างจากพุทธศาสนาที่เราเข้าใจกันทั่วไปอย่างไร รวมทั้งในตอนท้ายหากมีเวลาก็อาจจะแนะนำด้วยว่าชาวพุทธแบบจีนมีความเชื่ออย่างไรมีวัตรปฏิบัติอย่างไร

พุทธศาสนาเผยแพร่เข้าแปลเป็นจีนเมื่อราคา 2000 ปีก่อนหน้านี้จึงมีเขตแดนติดกับอินเดียโดยมีเทือกเขาใหญ่คั่นกลางไว้การเดินทางไปมาหาสู่กันในสมัยนั้นมีเพียง 2 เส้นหลักคือเส้นทางสายแพรไหมจะเริ่มจากเมืองฉังอาน (ซีอานในปัจจุบัน) อ้อมทะเลทรายไปทางตอนเหนือ อีกเส้นทางหนึ่งคือจากฉังอานอ้อมทะเลทรายลงไปทางใต้ ข้ามช่องเขาเข้าสู่อินเดีย
พุทธศาสนาเผยแผ่เข้ามาสู่ดินแดนจีนในยุคแรกเริ่มนั้นมีต้นทางจากเอเชียกลางเนื่องจากประมาณพุทธศตวรรษ 400 ศูนย์กลางพุทธศาสนาได้เคลื่อนไปอยู่ทางตอนเหนือของอินเดียแล้วคือจากศูนย์กลางเดิมที่เมืองปาฏลีบุตรหรือปัตนะอันเป็นเมืองที่พระเจ้าอโศกทำการสังคายนาพระไตรปิฎกเคลื่อนไปอยู่ที่เปศวาร์หรือคันธาระของพระเจ้ากนิษกะเป็นพวกชนเผ่าเร่ร่อน โดนกองทัพราชวงศ์ฮั่นโจมตี เมื่อคนเหล่านี้ย้ายเข้ามาก็มีกลุ่มหนึ่งเข้ามายึดอินเดียเหนือ และความและเปลี่ยนเชื่่อจากเดิมที่บูชาภูติผีปีศาจมานับถือพุทธศาสนา จนพุทธศาสนารุ่งเรืองอยู่ในดินแดนแถบนี้ประกอบกับในยุคนั้นมีพวกกรีกที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ส่งมาประจำอยู่สืบลูกสืบหลานกลายเป็นชนเผ่าเอเชียกลาง ในเอเชียกลางปัจจุบันยังสามารถเห็นร่องรอยความเจริญของพุทธศาสนาอยู่
การเผยแผ่พุทธศาสนาเข้าสู่จีนอาจแบ่งได้เป็นหลายช่วงในช่วงแรกคือไปในสมัยราชวงศ์ฮั่นจนถึงสมัยสามก๊ก ยังเป็นช่วงที่พุทธศาสนาไม่มีบทบาทมากมายในสังคมจีน ช่วงถัดมาพุทธศาสนาจึงแพร่หลายออกไปอย่างกว้างขวางคือสมัยราชวงศ์เว่ย จิ้นและราชวงศ์เหนือใต้ และช่วงที่ถือคำว่าเป็นยุคทองของพุทธศาสนาในแผ่นดินจีนก็คือสมัยราชวงศ์สุยและราชวงศ์ถัง หลังจากสมัยถังเป็นต้นมาพุทธศาสนาก็มีการปรับเปลี่ยนจนมีลักษณะเฉพาะเป็นแบบจีนเจริญพัฒนาเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
ตามความเชื่อที่ชาวจีนนับถือสืบทอดกันมาจะพากันเล่าว่า พุทธศาสนาเริ่มเข้าสู่แผ่นดินจีนในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก โดยมักจะอ้างตำราที่มีการบันทึกไว้กล่าวว่าพระเจ้าฮั่นหมิงตี้ (ครองราชย์ ค.ศ. 57) ทรงพระสุบินเห็นมนุษย์สีทองลอยมาปรากฏที่หน้าพระตำหนัก เมื่อตรัสเล่าในที่ประชุมเสนาอำมาตย์ก็มีผู้ทูลว่ามนุษย์สีทองนั้นคือพระพุทธเจ้า พระเจ้าฮั่นหมิงตี้จึงแต่งคณะไปอัญเชิญพระพุทธศาสนาเข้าไปในแผ่นดินจีนและมีการสร้างวัดพุทธศาสนาขึ้นเป็นแห่งแรก เรื่องเล่านี้เป็นที่รู้จักกันในหมู่นักศึกษาด้านพุทธศาสนาจีนทั่วไป อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันมีการค้นคว้าเอกสารเพิ่มเติมจนได้ผลเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า ในสมัยรัชกาลของพระเจ้าฮั่นไอตี้ ปีรัชศดหยวนโซ่วปีที่ 1 ตรงกับปีก่อนคริสตศักราช 2 ปี มีนักศึกษาในสำนักราชบัณฑิตชื่อฉินจิ่งเฉียนหรือมีชื่อหนึ่งว่าจิ่งหลูได้รับถ่ายทอดพุทธธรรมหรือพระสูตรพุทธศาสนาทางวาจาจากราชทูตของอาณาจักรต้าเย่ว์จือ (กุษาณะ) เรื่องนี้ไม่ใช่ตำนาน แต่เป็นบันทึกเอกสารประวัติศาสตร์ยืนยันตัวตนได้ จึงเป็นที่ยอมรับกันว่าพุทธศาสนาเข้าไปถึงจีนในปีก่อนคริสตศักราช 2 ปี ด้วยเหตุนี้ในพ.ศ 2541 ศักราช 1998 มีการฉลอง 2000 ปีที่พุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศจีนอย่างเป็นทางการ หากเชื่อตามตำนานเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระเจ้าฮั่นหมิงตี้ที่กล่าวว่าได้อัญเชิญพระพุทธศาสนาไปเมืองจีนเมื่อค.ศ. 67 ปัจจุบันนี้คงจะยังไม่ถึงเวลาการฉลองพุทธศาสนาในจีนครบ 2000 ปี
            ในสมัยราชวงศ์ฮั่น ซึ่งเป็นสมัยที่พุทธศาสนาเริ่มเข้าไปและยังไม่เป็นที่รู้จักกันทั่วไปนั้น ชาวจีนมีคำสอนของขงจื้อยึดถือเป็นสรณะอยู่ ราชสำนักสนับสนุนให้ศึกษาคัมภีร์ขงจื้อและใช้คำสอนขงจื้อเป็นบรรทัดฐานในการกำหนดจริยธรรมของแผ่นดิน จึงอาจถือได้ว่าราชวงศ์ฮั่นยึดถือแนวทางของขงจื้อเป็นศาสนาอย่างเป็นทางการ แต่กระนั้น หากมองในแง่ศรัทธาค่านิยมของสามัญชนระดับชาวบ้านทั่วไป ก็ยังคงตั้งอยู่บนพื้นฐานความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ กันอยู่มาก เพียงแต่ความเชื่อเหล่านั้นไม่ได้มีการก่อรูปเป็นระบบศาสนาอย่างชัดเจน ยังไม่มีการใช้คำศัพท์ที่หมายถึงศาสนาและยังไม่มีระบบคำสอนหรือระเบียบการปฏิบัติตามพิธีกรรมเหมือนดังเช่นศาสนาเต๋าและศาสนาใดๆ ในยุคสมัยต่อมา แม้แต่ในราชสำนักหรือในบ้านเรือนของชนชั้นสูงส่วนใหญ่ ก็ยังคงมีการบูชาหวงตี้ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นกษัตริย์บรรพบุรุษของชนชาติจีน ตลอดจนมีการบูชาเทพประจำธรรมชาติต่างๆ ผ่านการประกอบพิธีของหมอผีอยู่
            การเข้าสู่จีนของพุทธศาสนาในช่วงแรกเริ่ม ชาวจีนส่วนใหญ่จึงมักจะเข้าใจพุทธเจ้าว่ามีฐานะเป็นเทพเจ้าองค์หนึ่งที่มาจากอินเดีย แม้จะเริ่มมีการพยายามเผยแผ่ปรัชญาคำสอนของพุทธศาสนา ก็เป็นเรื่องที่ทำความเข้าใจได้ยากเพราะขาดปัจจัยเกื้อหนุนหลายอย่าง การศึกษาคำสอนพระพุทธศาสนาส่วนใหญ่จึงยังจำกัดอยู่ในวงแคบของปัญญาชนที่มีการศึกษาและในหมู่ชนชั้นสูงเท่านั้น โดยเริ่มจากความพยายามเรียบเรียงคัมภีร์จากการแปรพระสูตรที่พระกาศยปมาตังคะและธรรมรักษ์ร่วมกันสร้างคัมภีร์ขึ้นที่วัดไป๋หม่าชื่อ ที่ชาวไทยส่วนมากเรียกกันว่าวัดมาขาว โดยตั้งชื่อคัมภีร์ว่าพุทธวจนะ 42 บท ถือได้ว่าเป็นคัมภีร์พุทธศาสนาเริ่มแรกในประเทศจีน คัมภีร์ดังกล่าวนี้ไม่ใช่การแปลจากสันสกฤตโดยตรง แต่เป็นการสรุปคำสอนง่ายๆ จำนวน 42 บท เพื่อแนะนำให้ชาวจีนรู้ว่าควรจะนับถือพุทธศาสนาอย่างไร ควรศึกษาอะไร หรือปฏิบัติตัวบำเพ็ญตนอย่างไร เป็นต้น ท่วงทำนองและลีลาการเขียนของคัมภีร์เล่มนี้มีลักษณะเป็นจีนมาก เหมือนกับจะพยายามเรียบเรียงให้เทียบเคียงได้กับคัมภีร์ของฝ่ายขงจื้อ ตัวอย่างเช่นคัมภีร์ขงจื้อมักจะขึ้นต้นด้วยคำว่า “นักปราชญ์กล่าวไว้ว่า” ส่วนข้อความคำสอนในพุทธคัมภีร์นี้ก็จะปรับคำเป็น  “พระพุทธเจ้าได้เทศนาไว้ว่า” หรือ “พระศาสดาทรงตรัสไว้ว่า” เป็นต้น คัมภีร์พุทธวจน 42 บทนี้ อาจจะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของต้นกำเนิดพุทธศาสนาในจีนได้เช่นกัน
            ต่อมาก็มีการแปลคัมภีร์พระสวดต่างๆในพุทธศาสนากันมากขึ้นเป็นลำดับ นักแปลที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งในสมัยนั้นก็คือ อานซื่อเกา เดิมเป็นเจ้าชายแห่งแคว้นปาร์เธียน ซึ่งอยู่ในดินแดนที่เป็นประเทศอิหร่านปัจจุบัน สมัยนั้นมีวัฒนธรรมเป็นแบบกรีก เจ้าชายองค์นี้ได้สละราชสมบัติแล้วออกบวชและเดินทางมายังประเทศจีน ทำงานแปลคัมภีร์พุทธศาสนาอย่างเป็นล่ำเป็นสัน จนมีผลงานปรากฏเป็นรากฐานของกิจกรรมเผยแผ่พุทธศาสนาในจีนอย่างสำคัญ ถึงตรงนี้มีข้อสังเกตอย่างหนึ่งก็คือ คนทั่วไปมักจะเข้าใจกันว่าพุทธศาสนาในจีนเป็นพุทธมหายาน แต่ในความเป็นจริง หากพิจารณาจากการแปลคัมภีร์หรือพระสูตรเป็นภาษาจีน ก็จะพบว่าจีนมีการรวบรวมคำสอนทางพุทธศาสนานิกายต่างๆ และประสมประสานสังเคราะห์พัฒนาเรื่อยมาจนมีเอกลักษณ์เป็นพุทธศาสนาแบบจีน ซึ่งไม่ใช่มีคำสอนของฝ่ายมหายานเพียงฝ่ายเดียว กล่าวอีกนัยหนึ่ง ลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งของพุทธศาสนาแบบจีนก็คือมีคัมภีร์ทางพุทธศาสนาทุกนิกายเท่าที่จะรวบรวมได้
            การเผยแผ่พุทธศาสนาเข้าไปในจีนจะไม่เหมือนกับการเผยแผ่พุทธศาสนาในแบบที่เรามักจะคุ้นเคย เช่นในการเผยแผ่พุทธศาสนาลังกาวงศ์เข้ามาในสยาม จะเข้ามาเป็นคณะสงฆ์มีวิธีการสืบศาสนาอย่างเป็นรูปแบบชัดเจนนำพระไตรปิฎกรวมทั้งคัมภีร์ใบลานติดตัวมาเป็นชุด ไม่ว่าจะมาจากสายลังกาโดยตรงหรือผ่านมาทางเมาตะมะในยุคสุโขทัย ก็จะต้องอาศัยพระไตรปิฎกเป็นหลักในการถ่ายทอดพระศาสนา แต่พระพุทธศาสนาที่เข้าไปในจีนจะมีลักษณะที่แตกต่างออกไป พระสงฆ์ที่เข้าไปในจีนแม้จะมีบางครั้งที่ไปเป็นคณะใหญ่ แต่บ่อยครั้งก็เข้าไปทีละ 1 หรือ 2 รูป และมักติดไปกับกองคาราวานการค้าของคนต่างชาติต่างภาษา เมื่อไปถึงจีนก็จะค่อยๆ สนทนากันไป บางครั้งสนทนากันไม่รู้เรื่องก็เดินทางกลับ ไม่ใช่ว่าจะอยู่ในจีนตลอด ดังนั้นจึงมักจะไม่ได้นำคัมภีร์ติดตัวให้เป็นภาระในการเดินทาง การเผยแผ่ก็จะอาศัยแบบมุขปาฐะคือการจำไปเล่าต่อเป็นหลัก
            ด้วยเหตุนี้ชาวจีนจึงไม่มีทางเลือกว่าจะรับพุทธศาสนานิกายใดมา เพราะขึ้นอยู่กับพระสงฆ์ผู้เข้าไปแสดงธรรมว่าจะเชื่อถืออย่างไร เช่นในกรณีของอานซื่อเกา ก็สันนิษฐานว่าเป็นพระนิกายสรวาสติวาทซึ่งเป็นสายหนึ่งของสถวีรวาทหรือเถรวาทฝ่ายสันสกฤต เพราะในสมัยนั้นมีความรุ่งเรืองอยู่ในอินเดียตอนเหนือ ยุคของอานซื่อเกายังไม่ปรากฏพุทธศาสนามหายานอย่างชัดเจน
            พระสงฆ์ที่เดินทางเข้าไปในจีนสมัยราชวงศ์ฮั่นย่อมไม่มีวัดให้เป็นที่พักในช่วงเริ่มแรก หากไม่พักทางโรงเตี๊ยมหรือตามบ้านเรือนของคนที่มีของคนที่เลื่อมใส ก็จะพักอยู่ในสถานที่ที่ทางราชการจัดไว้ให้พวกทูตจากต่างแดน คือที่พักแขกเมืองที่เรียกกันว่า “หงหลูซื่อ” เนื่องจากไม่รู้ชัดว่าชาวต่างชาติที่เข้าไปมีวัตถุประสงค์อะไร จึงให้ไปพักในที่ที่ทางการจัดได้ก่อนแล้วจึงไต่ถามให้รู้ความ คำว่า”ซื่อ” ท้ายคำเรียกที่พักดังกล่าว เดิมใช้หมายเรียกหน่วยราชการกรมกองต่างๆ ดังปรากฏชื่อหน่วยงานในราชวังสมัยที่จีนยังมีกษัตริย์อยู่ แต่ก็เลิกใช้ไปในภายหลัง เหลืออยู่แต่ที่ใช้กับวัดซึ่งถือกันว่าเป็นเสมือนหน่วยราชการหนึ่งต่อมาจึงกลายเป็นคำที่นิยมนำไปใช้บอกความเป็นวัดทางพุทธศาสนาอย่างเช่น วัดเล่งเน่ยยี่ (หลงเหลียนซื่อ) ในกรุงเทพฯ ก็เป็นเช่นนี้
พระอานซื่อเกาก็พักอยู่ตามสถานที่แบบนี้และอาศัยเป็นที่แปลคัมภีร์พุทธศาสนาเป็นภาษาจีน คัมภีร์ส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ 80 เป็นคัมภีร์ฝ่ายสรวาสติวาทซึ่งกำลังมีอิทธิพลอยู่ในอินเดียเหนือและเอเชียกลางสมัยนั้น มีเนื้อหาใกล้เคียงกับพระธรรมในฝ่ายเถรวาทหรือฝ่ายสาวกยาน ส่วนใหญ่เป็นหมวดที่ตรงกับสุตตันตปิฎกที่เรียกกันว่า “อาคม 4” ดังนั้น จึงยังมีคัมภีร์พุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทในภาคภาษาจีนให้ตรวจสอบศึกษาได้อยู่จนถึงปัจจุบันจากผลงานของอานซื่อเกานี้เอง
            กล่าวโดยสรุป การเผยแผ่พุทธศาสนายุคแรกในสมัยฮั่นอาศัยแต่พระสงฆ์ชาวต่างชาติทั้งสิ้น อาจจะมีชาวจีนที่เลื่อมใสพุทธศาสนาอยู่ แต่ก็ยังไม่มีคนจึงออกบวชเพราะราชสำนักไม่อนุญาตชาวบ้านทั่วไปบูชาหวงตี้ นับถือความเชื่อแบบหวง-เหล่า และมักเชื่อกันว่าพระพุทธเจ้าเป็นเทพองค์หนึ่ง ที่มีรูปเป็นรัศมีสีทองและพูดภาษาแปลกๆ ยังมีความรู้สึกแปลกแยกอยู่พอสมควร เนื่องจากเป็นศาสนาที่มีลักษณะแตกต่างจากที่ชาวจีนคุ้นเคยอยู่เดิม
            เมื่อราชวงศ์ฮั่นล่มสลาย แผ่นดินจีนก็เข้าสู่ยุคสามก๊กซึ่งเป็นยุคที่พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นเรื่องที่น่าแปลกที่แม้การปกครองจะสาย บ้านเมืองแตกแยกเป็นก๊กเป็นเหล่า แต่ศาสนากับเจริญรุ่งเรืองอาจเป็นเพราะว่าผู้คนไม่มีที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจเมื่อไร้ที่พึ่งจึงหันเข้าหาศาสนา และศาสนาที่ชาวบ้านส่วนใหญ่เลือกก็คือพุทธศาสนา
            ก๊กทั้งสามล้วนถือพุทธศาสนาเป็นที่พึ่ง ทั้งโจโฉ เล่าปี่ และซุนกวน ต่างก็นิยมสร้างวัด หากจะเปรียบว่าเป็นการแข่งขันการเผยแผ่พุทธศาสนา ก็น่าจะถือว่าโจโฉเป็นฝ่ายชนะ เพราะก๊กของโจโฉมีการบวชพระเกิดขึ้นก่อน ซึ่งทำให้พุทธศาสนามีบทบาทมากขึ้นในสังคม ชาวจีนที่บวชเป็นพระรูปแรกในประวัติศาสตร์มีชื่อว่า จูซื่อสิง ก็บวชที่ลั่วหยังในก๊กของโจโฉนี่เอง โจสิด บุตรของโจโฉซึ่งมีชื่อเสียงว่าเป็นมหากวีแห่งยุค ได้แก่บทกวีที่งดงามฝากไว้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมมากมาย แต่ไม่ค่อยจะเป็นที่รู้กันว่าโจสิดเคยประพันธ์บทกวีที่มีเนื้อหาบูชาพระรัตนตรัยไว้ด้วย นอกจากนี้ยังมีการริเริ่มใช้ทำนองดนตรีจีนในการบูชาพระด้วย
            ก๊กของซุนกวนซึ่งเป็นดินแดนทางภาคใต้ของจีน พระสงฆ์ที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาไม่ได้เดินทางมาทางบกแต่มาทางเรือ มีบันทึกว่ามีพระสงฆ์เดินทางจากแถบฟูนานมาแปลวินัยปิฎกของเถรวาทเป็นภาษาจีน และแปลคัมภีร์วิมุตติมรรคซึ่งเป็นคัมภีร์สําคัญของเถรวาทที่สาบสูญไปจากลังกาแล้ว ปัจจุบันจึงพบคัมภีร์เล่มนี้แต่เฉพาะที่เป็นภาษาจีนเท่านั้น ต่อมาจึงมีนักวิชาการชาวตะวันตกและญี่ปุ่น รวมทั้งนักวิชาการจีนช่วยกันแปลคัมภีร์วิสุทธิมรรคจากภาษาจีนเป็นภาษาอังกฤษ พร้อมทั้งแปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาบาลี และไทยก็นำฉบับภาษาบาลีนั้นมาแปลเป็นภาษาไทยอีกทีหนึ่ง จะเห็นได้ว่าก๊กของซุนกวนก็มีส่วนสร้างคุณูปการที่สำคัญใหญ่หลวงให้แก่วงการพุทธศาสนาเช่นด้วยเช่นกัน
            ในยุคราชวงศ์จิ้นตะวันตก พุทธศาสนาเจริญขึ้นมาก แต่ว่าเจริญในด้านที่เป็นกระแสความสนใจของคนในยุคนั้น ทั้งนี้ เนื่องจากสถานการณ์ด้านการเมืองการปกครองเต็มไปด้วยสงครามและแก่งแย่งอำนาจ หาความสงบไม่ได้ผู้คนต่างสิ้นหวังในการดำเนินชีวิต จึงเกิดกระแสนิยมความเชื่อที่ปลีกตัวเองให้พ้นไปจากเรื่องของบ้านเมือง โดยเฉพาะแนวทางที่เรียกกันว่าสำนักเสวียนเสวีย ซึ่งหมกมุ่นอยู่กับปัญหาทางอภิปรัชญา เช่น เรื่องฮวงจุ้ยและพยากรณ์ศาสตร์ต่างๆ พุทธศาสนาในยุคนั้นเป็นที่สนใจมากขึ้นเนื่องจากมีคำสอนเชิงอภิปรัชญาที่ลึกซึ้งอยู่ด้วย ชาวจีนจึงเหมารวมเอาว่าเป็นเสวียนเสวียแขนงหนึ่งและศึกษาร่วมกันไปกับกระแสนิยมในยุคนั้น จนกระทั่งปลายสมัยราชวงศ์จิ้นตะวันออก พุทธศาสนาจึงเริ่มปลีกตัวแสดงเอกลักษณ์ของตนโดดเด่นออกมาได้ มีจำนวนคนที่บวชเป็นพระสงฆ์นับเป็นทวีคูณของพระในยุคสามก๊กมีทั้งภิกษุและภิกษุณี มีการศึกษาจนเข้าใจพุทธศาสนามากขึ้นและเริ่มมีบทบาทในสังคมมากกว่าที่ผ่านมา
            ราชวงศ์จิ้นปกครองแผ่นดินจีนอยู่เพียง 100 ปี (ค.ศ. 265-420) อำนาจการปกครองก็ถูกแบ่งแยกออกเป็นราชวงศ์เหนือใต้ ในทางใต้ซึ่งสืบทอดวัฒนธรรมของชาว “ฮั่น”อยู่ มีการเปลี่ยนอำนาจของราชวงศ์ที่มีอายุสั้นๆ หลายราชวงศ์ ศูนย์กลางพุทธศาสนาอยู่ที่เมืองนานกิง (หนานจิง) ดังจะพบว่ามีวัดทางพระพุทธศาสนาจำนวนมากอยู่ในเมืองนั้นเป็นประจักษ์พยานมาจนถึงบัดนี้ ส่วนในทางเหนืออันเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่นั้น ตกอยู่ในอำนาจของปกครองของพวกชนเผ่าต่างๆ 5 ชนเผ่าใหญ่ ซึ่งแบ่งกันและผลัดเปลี่ยนกันปกรองพื้นที่ต่างๆ ที่แยกออกจากกันเป็น 16 อาณาจักร ก็ปรากฏว่าพุทธศาสนามีความรุ่งเรืองมากเช่นกัน โดยเฉพาะในสมัยราชวงศ์เป่ยเว่ยของชนเผ่าเซียนเปย ปัจจุบันหากต้องการดูร่องรอยความศรัทธาในศาสนาพุทธของราชวงศ์เป่ยเว่ยที่เหลืออยู่ ก็อาจจะไปดูได้ที่แถบเมืองต้าถง ในมณฑลซานซี โดยเฉพาะที่ถ้ำผาอวิ๋นกังซึ่งเป็นวัดถ้ำตามภูผาแห่งหนึ่งที่ยังหลงเหลืออยู่จากที่ถูกทำลายไปมาก
            ในสมัยราชวงศ์เหนือใต้ที่มีการยอมรับพุทธศาสนามากขึ้นนั้น ก็เกิดกระแสต่อต้านพุทธศาสนาขึ้นในขณะเดียวกันด้วยแรงต่อต้านจะเริ่มจากบัณฑิตในลัทธิขงจื่อบางกลุ่ม ในช่วงแรกก็ไม่ได้มีจำนวนมากนัก แต่ต่อมาก็กลายเป็นกระแสชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ การต่อต้านเกิดจากความไม่พอใจพุทธศาสนาที่ส่งอิทธิพลกระทบสังคมหลายอย่าง เช่น พระสงฆ์ได้รับการดูแลอย่างดียิ่งกว่านักบวชกลุ่มอื่น จนมีคนออกบวชเป็นพระภิกษุเพิ่มมากขึ้น การออกบวชนั้นขัดแย้งกับความเชื่อในระบบการสืบสายวงศ์ตระกูลของวัฒนธรรมจีน ซึ่งเป็นกลไกของการรวบรวมกลุ่มให้เป็นปึกแผ่นมาแต่โบราณ เมื่อมีคนออกบวชสู่ระบบความเชื่อที่ไม่ให้กราบไหว้บิดามารดา และหันไปบูชาพระพุทธเจ้าแทนการศึกษาคัมภีร์ของสำนักขงจื๊อ หันไปปรนนิบัติอุปัชฌาย์อาจารย์แทนพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด ก็ย่อมเกิดเป็นความขัดแย้งทางวัฒนธรรมพื้นฐานขึ้น และที่รุนแรงมากก็คือการโกนผมออกบวช เพราะคำสอนของขงจื้อย้ำอยู่เสมอว่าร่างกายของคนเรานี้เป็นของที่พ่อแม่ให้มา แม้แต่เส้นผม ชาวจีนทั้งหญิงและชายก็ไม่ตัดแต่จะมวยผมขึ้นเก็บไว้ ถือเป็นการรักษาสมบัติที่พ่อแม่ให้มา เมื่อพุทธศาสนาบอกให้โกนผมทิ้งทั้งยังโอนอยู่เป็นนิจ ก็เหมือนการแสดงความรังเกียจต่อร่างกายจึงค่อนข้างขัดกับความรู้สึกของชาวจีนทั่วไป ความขัดแย้งกับพุทธศาสนาทวีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อวัดมั่งคั่งขึ้นและกลายเป็นศูนย์รวมศรัทธาตลอดจนศิลปวัฒนธรรมแทนที่เดิม ในขณะเดียวกัน นักบวชของศาสนาอื่น เช่น หมอผีหรือนักพรตของนิกายตามเชื่อต่างๆ ที่พัฒนาจนเริ่มก่อรูปเป็นศาสนาบ้างแล้ว ซึ่งไม่ได้รับการอุปถัมภ์จากสังคมมากเท่ากับภิกษุในพุทธศาสนา ก็มีความไม่พอใจด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ คำสอนของพุทธศาสนาก็เน้นไปในทางจิตแยกที่แยกกับกาย ต่างกับพื้นฐานปรัชญาจีนที่ไม่เห็นด้วยกับที่ไม่เห็นว่าจิตกับกายจะแยกจากกันได้ เรื่องความดีความชั่วหรือนรกสวรรค์ ก็เป็นคำสอนที่จีนไม่เคยมีมาก่อน รวมทั้งปัญหาปลีกย่อยที่นัยการปกครอง เช่น พระภิกษุควรไหว้ทำความเคารพกษัตริย์ผู้เป็นฆราวาสได้หรือไม่ ดังนั้นจึงเกิดความขัดแย้งในเชิงคำสอน ด้วยเมื่อปัญหาความขัดแย้งสั่งสมมากขึ้น ในที่สุดก็เกิดการกวาดล้างพุทธศาสนาของทางการขึ้น ซึ่งแม้แต่ในสมัยรุ่งเรืองของพุทธศาสนาในสมัยราชวงศ์เหนือใต้นี้ ก็เกิดการกวาดล้างพุทธศาสนาครั้งใหญ่ขึ้นถึง 2 ครั้ง
การกวาดล้างพุทธศาสนาโดยทางการในประเทศจีนมีอยู่ทั้งหมด 4 ครั้งคือในสมัยจักรพรรดิไท่อู่ตี้แห่งราชวงศ์เป่ยเว่ย 1 ครั้ง จักรพรรดิอู่ตี้แห่งราชวงศ์เป่ยโจว 1 ครั้ง จักรพรรดิอูจงสมัยราชวงศ์ถัง 1 ครั้ง และในสมัยจักรพรรดิซือจงแห่งราชวงศ์โฮ่วโจวอีก 1 ครั้ง ทั้งหมดถือเป็นการกวาดล้างพุทธศาสนาขั้นรุนแรง อันที่จริงจักรพรรดิไท่อูตี้แห่งราชวงศ์เป่ยเว่ยก็นับถือพุทธศาสนา แต่เนื่องจากรู้สึกว่าในขณะที่ทรัพย์สมบัติในท้องพระคลังลดน้อยร่อยหรอลงไป แต่บรรดาวัดทางพระพุทธศาสนากับสมบูรณ์ร่ำรวยมากขึ้นเรื่อยๆ ครั้นมีขุนนางและให้จัดการกับวัด จึงเริ่มด้วยการยึดสมบัติในวัด อะไรที่ทำด้วยทองคำว่าจะถูกเก็บเข้าหลวงหมด ต่อมา สมบัติที่ทำด้วยโลหะชนิดอื่น คือทองแดง เงิน เหล็ก ก็ถูกริบเก็บไปด้วยจนวัดต่างๆ ต้องเลี่ยงด้วยการสร้างพระพุทธรูปด้วยดิน ไม้ หรือ แม้กระทั่งทำด้วยผ้า นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องที่มีคนออกบวชเป็นพระมากเกินไป ทางการต้องเลี้ยงดู ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณมาก จึงใช้วิธีออกคำสั่งให้พระที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปีเกินกว่า 50 ปี สึกหาลาเพศออกไป จนต่อมาก็เพิ่มการสั่งให้พระที่อายุต่ำกว่า 50 ปี สึกออกไปด้วย และสุดท้ายก็สั่งให้สึกทั้งหมด ไม่ให้มีภิกษุอีกต่อไป จึงเห็นได้ว่าสาเหตุหลักของการกวาดล้างพุทธศาสนานั่นก็คือปัญหาในเชิงเศรษฐกิจ อาณาจักรต่างๆ ก็มักจะมีนโยบายที่ไม่เอื้อเฟื้อต่อวัดทางพุทธศาสนาเกิดขึ้นเสมอ แม้การกวาดล้างใหญ่ในสมัยราชวงศ์โฮ่วโจวก็เช่นกันอย่างไรก็ตาม เนื่องจากแผ่นดินจีนอยู่ในยุคที่แตกแยกเป็นหลายอาณาจักร ภิกษุสงฆ์ที่ถูกกวาดล้างจึงยังมีหนทางหนีจากอาณาจักรหนึ่งไปยังอีกนะคะอาณาจักรอื่นได้ ชาวพุทธจึงยังคงมีหลงเหลืออยู่ได้ ไม่สิ้นไปจากแผ่นดิน จนถึงในสมัยถังซึ่งมีการกวาดล้างพุทธศาสนาครั้งใหญ่ทั่วทั้งประเทศ จึงสร้างความกระทบกระเทือนให้แก่พุทธศาสนาอย่างมากจนทำให้คำสอนของหลายนิกายสูญหายไป
            ในราชวงศ์ใต้จักรพรรดิเหลียงอู่ตี้เป็นกษัตริย์ที่ส่งเสริมพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก จนรับได้สมญาว่าเป็นพระเจ้าอโศกของจีน พิธีกรรมทางพุทธศาสนาก็เริ่มมีการกำหนดมั่นคงในรัชกาลนี้ เช่น การออกประกาศให้พระสงฆ์ฉันเจ งดเนื้อสัตว์โดยตลอด เรื่องเล่าที่ว่าการกินเจนั้นจะห้ามพืชบางชนิด เช่น หอมกระเทียมด้วยนั้น ก็เล่าเกี่ยวกับจักรพรรดิเหลียงอู่ตี้ด้วย มีเรื่องราวที่เล่าสืบกันมาว่าทรงนิมนต์พระเข้าไปฉันในวัง แต่พระมเหสีซึ่งไม่โปรดพุทธศาสนาแอบเอาเนื้อสัตว์ใส่ลงในอาหารที่ถวายพระสงฆ์ ครั้นพระสงฆ์ตระหนักรู้เข้าก็เอาเนื้อสัตว์ไปทิ้ง เนื้อนั้นก็งอกขึ้นมาเป็นต้นหอมต้นกระเทียม แต่ในความเป็นจริงการงดอาหารและพืชบางชนิดเป็นแนวคิดที่มาจากโพธิสัตว์ศีลในพรหมชาลสูตรฝ่ายมหายาน ซึ่งมีศีลข้อปฏิบัติในการห้ามกินเนื้อสัตว์และผักมีกลิ่นฉุน 5 ชนิด
            อย่างไรก็ตาม ยังมีการอธิบายถึงที่มาของการสั่งให้พระชัดเจนอีกอย่างหนึ่งกล่าวว่า เนื่องจากวัดและพระภิกษุมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ชาวจีนอยากจะปฏิบัติพระด้วยอาหารชั้นดี ซึ่งย่อมไม่พ้นที่จะต้องมีเนื้อสัตว์และการสั่งฆ่าสัตว์จำนวนมาก องค์พระจักรพรรดิทรงสลดพระทัย จึงปรารภว่าพระสงฆ์ทั้งหลายควรฉันเจ หารฉันเจจึงกลายเป็นลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของพุทธศาสนาแบบจีนมาจนปัจจุบัน กลายเป็นสามัญสำนึกของชาวบ้านจีนทั่วไปว่า ชาวพุทธทั้งหลายต้องไหว้พระและต้องกินเจ ด้วยเหมือนดั่งเป็นวัตรปฏิบัติที่แยกขาดจากกันไม่ได้ แม้แต่พุทธศาสนาในเกาหลี ญี่ปุ่น และเวียดนามซึ่งได้รับอิทธิพลจากจีนก็เป็นเช่นนั้น ปัจจุบันพระญี่ปุ่นส่วนใหญ่ถึงจะไม่ฉันเจ แต่ก็จะยังรู้สึกอยู่เสมอว่า ไม่ได้ปฏิบัติธรรมต้องครบถ้วนตามการสอนของบูรพาจารย์ การกำหนดเจในยุคจักรพรรดิเหลียงอู่ตี้นี้ จึงกลายเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของพุทธศาสนาแบบจีนมาจนถึงปัจจุบัน
            เมื่อเข้าศูนย์ราชวงศ์สุย พุทธศาสนาก็ยังคงเจริญเติบใหญ่ต่อมาโดยไม่มีปัญหาใหญ่โตอะไร ทั้งจักรพรรดิสุยเหวินตี้และสุยหยังตี้ต่างก็นับถือพุทธศาสนา แม้เอกสารทางประวัติศาสตร์จะระบุว่าจักรพรรดิสุยหยังตี้เป็นกษัตริย์ที่ชั่วร้ายและเหี้ยมโหดมาก แต่หากดูตามบันทึกของชาวพุทธในจีน ก็จะพบว่าจักรพรรดิสุยหยังตี้เป็นพุทธมามกะที่ศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างแน่นแฟ้น ทรงนับถือพระอาจารย์จื้ออี่ ซึ่งเป็นภิกษุต้นนิกายเทียนไถมาก จนถึงกับปวารณาตนขอเป็นศิษย์ มีเรื่องเล่าว่า ตอนที่มีคนลอบเข้าไปจะปลงพระชนม์สุยหยั่งตี้ พระองค์ไม่สะทกสะท้านอะไร กล่าวว่าถึงเวลาของเราแล้ว ในชีวิตนี้เรามีบุญได้เสพสุขพอแล้ว เพราะฉะนั้นจะทำร้ายอย่างไรก็ทำไปเถิด ถ้ามองในแง่นี้ก็อาจจะเชื่อได้ว่าจักรพรรดิสุยหยั่งตี้สามารถปลงตกได้ เช่นเดียวกับกรณีของจักรพรรดิเหลียงอู่ตี้ ซึ่งในทัศนะของจักรพรรดิถังไท่จงวิจารณ์ว่าเป็นกษัตริย์ที่โง่เขลาเอาแต่ทำบุญจนภายหลังถูกชิงบัลลังก์นั้น เมื่อถูกจับไปคุมขัง ตามบันทึกประวัติศาสตร์เกล่าแต่ว่าทรงอดอาหารจนสิ้นพระชนม์ไป โดยที่ไม่มีใครรู้ชัดว่าทรงอดอาหารจริงหรือไม่ แต่บันทึกทางฝ่ายพุทธจะเล่าไปในอีกทางว่า ทรงทำสมาธิอยู่ตลอดเวลาที่อยู่ในที่คุมขัง และหมดลมหายใจไปเองด้วยอาการสงบ ซึ่งจะต่างกันกับการบันทึกของเอกสารทางประวัติศาสตร์
            ทีท่าต่อพุทธศาสนาของราชวงศ์ถังนั้นตามกับราชวงศ์สุย กษัตริย์ราชวงศ์ถังจะถือว่ามีต้นตระกูลสืบไปได้ถึงเล่าจือ ที่เชื่อกันว่ามีแซ่หลี่อันเป็นแซ่เดียวกัน ดังนั้นราชวงศ์ถังจึงถือว่าศาสนาเต๋าเป็นศาสนาประจำชาติ แม้ว่าองค์จักรพรรดิตลอดจนพระมเหสีและขุนนางส่วนใหญ่จะเป็นชาวพุทธก็ตาม กษัตริย์ราชวงศ์ถังจึงอุปถัมภ์พุทธศาสนาควบคู่กับการทำพิธีของศาสนาเต๋า พระเจ้าถังไท่จงมีบทบาทในพุทธประวัติจีนมาก เช่น การอุปถัมภ์พระถังซัมจั๋ง เป็นต้น และพระนางบูเช็กเทียนก็มีคุณูปการต่อพระพุทธศาสนาจนขนาดถือกันว่าทรงเสมือนหนึ่งพระเจ้าอโศกหญิง เล่าลือกันว่าพระพักตร์ของพระพุทธรูปไวโรจนะที่สลักอยู่ที่ถ้ำผาหลงเหมินนั้น มีต้นแบบมาจากพระพักตร์ของพระนาง
            ในสมัยราชวงศ์ถัง พุทธศาสนาแบ่งออกเป็นหลายนิกาย และกลายเป็นต้นแบบของพุทธศาสนาทั้งในเกาหลี ญี่ปุ่น และเวียดนาม ความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาสมัยถังอาจเห็นได้จากตัวอย่างเช่น ความศรัทธาของคนในสมัยถังที่มีต่อพระบรมสารีริกธาตุ มีบันทึกของพระญี่ปุ่นเล่าถึงขบวนแห่ที่ยิ่งใหญ่ในพิธีบูชาพระหัตถธาตุแห่งวัดฝ่าเหมินซึ่งเป็นที่นับถือกันมาก (เมื่อพ.ศ 2537 ได้มีการอัญเชิญพระสารีริกธาตุองค์นี้จากเมืองซีอานมายังประเทศไทย) ตัวขบวนแห่ยาวประมาณ 2 กิโลเมตร แห่ไปตามถนน ชาวเมืองทั้งเมืองไม่ทำอะไรอื่นนอกจากสวดมนต์และชมขบวนแห่พระอัญเชิญพระธาตุ มีคนที่ศรัทธาถึงขนาดยอมสละร่างกายเป็นการบูชา เช่นตัดแขนบูชา จุดไฟบนศีรษะต่างประทีปบูชา อันเป็นวิธีบูชาที่มีอยู่ในพระสูตรมหายาน สะท้อนให้เห็นว่าศาสนาพุทธในสมัยถังนั้น เป็นที่เคารพของมหาชนอย่างยิ่งจนไม่มียุคใดเทียบได้ อย่างไรก็ตาม หลังจากที่มีการปราบปรามครั้งใหญ่สมัยจักรพรรดิถังอู่จง พุทธศาสนาหลายนิกายได้เสื่อมสูญไปจากจีน วัดวาอารามถูกทำลาย 4000 กว่าแห่ง ภิกษุและภิกษุณีถูกบังคับให้สึกถึง 20000 กว่ารูป พุทธศาสนาก็กลายรูปเป็นศาสนาแบบใหม่ อิทธิพลดั้งเดิมจากพระสูตรที่พระถังซัมจั๋งไปร่ำเรียนอัญเชิญมาจากนาลันทา ก็เข้าใจว่าจะถูกทำลายไป และเมื่อสิ้นสุดราชวงศ์ถัง ความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาก็สิ้นสุดตามไปด้วย
            ในสมัยราชวงศ์ซ่งและราชวงศ์หยวนบ้านเมืองมีศึกสงครามมาตลอด ปรากฏว่าว่ามีนิกายทางพุทธศาสนาเหลืออยู่เพียง 2 นิกายเท่านั้น คือนิกายสุขาวดีและนิกายเซน ส่วนนิกายที่เน้นในทางปริยัติต่างก็สูญหายไปหมดเพราะดำรงอยู่ไม่ได้ในภาวะสงคราม เนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่จิตใจระส่ำระสายไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ไม่ใคร่สนใจศึกษาหรือฟังเทศน์ฟังธรรม เหลือแต่สำนักที่มุ่งปฏิบัติหรือนั่งสมาธิกับสวดมนต์ภาวนา เพื่อช่วยทำให้จิตใจร่มเย็น สงบสบาย อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีกษัตริย์ในสมัยราชวงศ์ซ่งที่พยายามทำนุบำรุงพุทธศาสนาสนาอยู่ เช่นจักรพรรดิซ่งไท่จู่ทรงเลื่อมใสพุทธศาสนา โปรดให้จัดพิมพ์พระไตรปิฎกขึ้นด้วยวิธีแกะพิมพ์ไม้ ทำให้เผยแพร่ได้ดีขึ้นกว่าวิธีเดิมในสมัยราชวงศ์ถังซึ่งใช้การคัดลอกด้วยลายมือเป็นหลัก นอกจากนี้ ยังมีความพยายามอาราธนาพระสงฆ์มาจากอินเดีย แต่เนื่องจากอินเดียในตอนนั้นกลายเป็นมุสลิมไปเกือบทั้งแผ่นดินแล้ว จึงไม่ได้พระสงฆ์มา แต่ได้เพียงคัมภีร์มาแปล ทำให้มีงานแปลคัมภีร์พุทธศาสนาเกิดขึ้นจำนวนมาก บางส่วนก็แปลซ้ำกับในสมัยถัง กษัตริย์ราชวงศ์ซ่งบางพระองค์โปรดศาสนาเต๋า ทำให้ศาสนาเต๋าเป็นองค์กรศาสนาที่เป็นตัวเป็นตนขึ้น และสั่งห้ามไม่ให้พระในพุทธศาสนาสวดมนต์ เป็นต้น จนเกิดมีปัญหาความคลุมเครือในแง่สภาพของพระพุทธศาสนา เช่น ในสมัยราชวงศ์ซ่งเหรินจง ก็มีบันทึกว่าทรงนับถือศาสนาเต๋า ในขณะเดียวกันก็ทรงอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา ดังมีการแต่งบทสรรเสริญคุณพระสงฆ์ด้วย จนสรุปไม่ได้ว่าทรงนับถือศาสนาอะไรกันแน่
            ครั้นถึงสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ ศูนย์กลางของพุทธศาสนาเคลื่อนมาอยู่ทางแถบเมืองหังโจว และยังคงเป็นศูนย์กลางที่สำคัญมาจนถึงปัจจุบัน ดังจะเห็นว่าที่หังโจว ซูโจว มีวัดพุทธศาสนาหลงเหลืออยู่เป็นจำนวนมาก และท่วงทำนองสวดมนต์ทางแถบหังโจวยังคงใช้เป็นทำนองหลักของการสวดมนต์ตามอารามหลวงอยู่ในปัจจุบัน
ส่วนทางฝ่ายนิกายเซน มีจุดอ่อนในแง่ของการเผยแผ่ศาสนาคือ เป็นนิกายที่ไม่สนใจเรื่องการจดบันทึกเป็นคัมภีร์หรือเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่สนใจค้นคว้าเชิงปริยัติ จึงสืบทอดคำสอนไปไม่ได้กว้างไกลเหมือนดั่งเช่นนิกายสุขาวดี ต่อเมื่อมีพระญี่ปุ่นนิกายเข้าไปศึกษาฝึกฝนวิธีการของนิกายเซนในจีนและนำกลับไปเผยแผ่ เซนจึงได้แผ่ออกไปกว้างขวางขึ้น บ้านเมืองในสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ไม่ได้มั่งคั่งเหมือนกับสมัยราชวงศ์ถัง วัดวาอารามที่สร้างขึ้นมักจะทำสีดำ สีเทา สีไม้ธรรมชาติ ญี่ปุ่นก็เอาไปเป็นต้นแบบ วัดเซ็นในญี่ปุ่นจึงมีลักษณะคล้ายกับวัดในจีนสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ ต่างกับวัดที่สร้างในยุคนารา ซึ่งพระพุทธศาสนาจากจีนสมัยราชวงศ์ถัง ก็จะทาสีต่างๆ อย่างงดงาม
ราชวงศ์ของชนต่างเผ่าที่เข้ามาปกครองแผ่นดินต่อจากราชวงศ์ซ่งได้แก่ ราชวงศ์เหลียว ราชวงศ์จินและราชวงศ์หยวนนั้น ต่างก็นับถือพุทธศาสนากันทั้งสิ้น ราชวงศ์หยวนนับถือพุทธศาสนานิกายลามะ ส่วนราชวงศ์เหลียวนับถือนิกายพุทธศาสนาแบบจีน และมีการประกาศให้มีพระโพธิสัตว์ตามประจำชาติด้วย คือพระโพธิสัตว์กวนอิมในอาภรณ์สีขาว (ไป๋อีกวนอิม)
สมัยราชวงศ์หมิง ปฐมกษัตริย์คือจูหยวนจัง เคยบวชเป็นพระภิกษุมาก่อน เมื่อได้ปกครองบ้านเมืองก็ปฏิรูปวางระบบพระภิกษุสงฆ์ใหม่ จัดแบ่งกลุ่มสงฆ์ให้ชัดเจนว่าเป็นพระฝ่ายการศึกษา ฝ่ายปริยัติฝ่ายปฏิบัติ หรือเป็นพระฝ่ายพิธีกรรม ด้านการศึกษาพุทธศาสนาก็ดีขึ้นแต่ไม่มากนัก เพราะในช่วงต้นราชวงศ์นั้นบ้านเมืองยังไม่สงบเรียบร้อย ยังมีการเมืองการแก่งแย่งชิงอำนาจกันในหมู่ขุนนางอยู่
ในสมัยจักรพรรดิหย่งเล่อก็ปรากฏว่ามีที่ปรึกษาเป็นพระภิกษุ แม้แต่ผู้ที่มีส่วนสำคัญในการสร้างเมืองปักกิ่งก็เป็นพระภิกษุ คือภิกษุเต้าเหยี่ยน ซึ่งเป็นบัณฑิตที่ออกบวชในพุทธศาสนา และมีส่วนช่วยสนับสนุนให้จักรพรรดิหย่งเล่อขึ้นครองบัลลังก์ หลังจากนั้นได้รับมอบหมายให้ดูแลวางแผนผังเมืองปักกิ่ง จึงเห็นได้ว่าในสมัยราชวงศ์หมิง พุทธศาสนานิกายต่างๆ ก็ยังคงฟื้นฟูอยู่ อย่างไรก็ตาม ในพระราชวงศ์พุทธศาสนาก็เสื่อมโทรมลง ส่วนหนึ่งมีสาเหตุจากการซื้อขายใบสุทธิบัตรสงฆ์หรือบัตรประจำตัวพระภิกษุ ซึ่งสามารถนำไปใช้แสดงตนเพื่อรับการยกเว้นภาษีได้ ปรากฏว่าทางการก็แอบขายให้แก่ผู้ที่มีทรัพย์เพื่อนำไปเลี่ยงภาษี แม้จะกระทบกระเทือนต่อระบบการปกครองสงฆ์มาก แต่ทางการบ้านเมืองก็ไม่ใส่ใจเพราะเห็นแก่รายได้ ผู้มีศรัทธาจึงคิดอยากบวช หากไม่มีทรัพย์ก็บวชไม่ได้
ในสมัยในรัชสมัยจักรพรรดิหมิงซื่อจงทรงสถาปนาศาสนาเต๋า มุ่งเพ็ญพรตหมายจะสำเร็จเป็นเซียน จนถึงขนาดไม่ออกว่าราชการนานกว่า 20 ปี ปล่อยให้ขุนนางบริหารบ้านเมืองกันตามอำเภอใจจนบ้านเมืองสั่นคลอน พุทธศาสนาก็สั่นคลอนตามไปด้วย เพราะเริ่มมีพุทธศาสนาที่เน้นไปในทางประกอบพิธีกรรม รับจ้างสวดมนต์ตามกระแสนิยมศาสนาเต๋าในสมัยนั้น วัดทางพุทธศาสนาก็เสื่อมถอยลงจากเดิมที่เป็นศาสนาของปัญญาชนคนชั้นสูงกลับกลายเป็นศรัทธาตามแบบชาวบ้าน ฝ่ายนักพรตเต๋าบางครั้งก็เข้ามาแทรกซึมทำตัวเป็นเหมือนพระสงฆ์ถือศีล และเข้าพิธีบวชเหมือนพระสงฆ์เลยก็มี
ราชวงศ์ชิงประกาศตัวเป็นอาณาจักรแห่งพุทธศาสนาเชื่อว่าชื่อพงษ์เผ่าของตนคือแมนจูนั้นมีที่มาจากพระมัญชุศรีโพธิสัตว์ จึงนับถือพระมัญชุศรีเป็นพระโพธิสัตว์ประจำเผ่า หากแต่พุทธศาสนาในสมัยราชวงศ์ชิงเป็นศรัทธาที่มีต่อนิกายลามะเป็นหลัก มีพระลามะประจำอยู่ในวัง คอยสวดมนต์ภาวนาอยู่เป็นกิจวัตร ทั้งนี้ นิกายลามะแบบทิเบตยังเป็นนิกายที่ใช้สื่อสารผูกพันกับชนต่างเผ่าจีน ทั้งมงโกลและแมนจูเผ่าต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ราชสำนักชิงจึงมุ่งหมายใช้นิกายลามะเพื่อผลทางการปกครองด้วย พระภิกษุของนิกายฝ่ายจีนก็มีบทบาทอยู่บ้างแต่ก็ไม่มากนัก ด้วยเหตุนี้ พุทธศาสนาแบบจีนแท้ก็เสื่อมลงไปแม้ในภายหลังจะมีสถานภาพดีขึ้นบ้างเพราะยังมีขุนนางชาวจีนคอยอุปถัมภ์อยู่
ในสมัยราชวงศ์ชิง เป็นช่วงที่จีนถูกรุกรานจากต่างชาติ แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้ชาวจีนมีความรู้ว่าพุทธศาสนาเป็นที่นับถือยอมรับกันอยู่ในโลกตะวันตก หยังเหวินฮุ่ย มีชื่อผู้มีชื่อเสียงว่าเป็น”บิดาแห่งการฟื้นฟูพุทธศาสนายุคใหม่” เคยติดตามคณะทูตจีนไปอยู่ที่อังกฤษ มีอาจารย์ฝรั่งมาเสวนาในเรื่องพุทธศาสนาและคัมภีร์ต่างๆ อยู่ด้วยเสมอ ท่านบอกว่าในโลกตะวันตกสมัยนั้น มีผู้สนใจพุทธศาสนาจำนวนมาก เมื่อกลับมาเล่าให้กลุ่มอุบาสกชาวพุทธจึงฟัง ก็ทำให้มีชาวจีนที่สนใจพุทธศาสนาเพิ่มขึ้นอีกมาก ปัญญาชนชั้นนำในยุคนั้น เช่น ถานซื่อถง และเหลียงฉี่เชา ต่างก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้รู้ในเรื่องพุทธศาสนาเป็นอย่างดี เมื่อครั้งที่ถานซื่อถงร่วมคณะปฏิวัติแล้วล้มเหลว จนต้องโทษประหาร ก็ได้ประกาศว่า “ถ้าเราไม่ลงนรกแล้วใครจะลงนรก” ซึ่งเป็นถ้อยคำที่มีมาจากปณิธานของพระโพธิสัตว์ บุตรชายของเหลียงฉี่เชาคือเหลียงซื่อเฉิงเป็นสถาปนิกเอกที่มีบทบาทมากในการอนุรักษ์วัดจีนต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีโอวหยังจิ้งอู๋เป็นอุบาสกชาวพุทธที่สำคัญคนหนึ่ง ปัจจุบันยังมีรุ่นหลานทำงานพิมพ์เผยแพร่พระสูตรต่างๆ อยู่ที่นานกิง เล่ากันว่า ในคราวปฏิวัติใหญ่ทางวัฒนธรรม ต้องเอาพระสูตรไปฝังดินซ่อนไว้ก่อนที่พวกเรดการ์ดจะบุกเข้าไปตรวจค้นสำนักงานพิมพ์พระไตรปิฎก
ครั้งถึงยุคสาธารณรัฐ รัฐบาลมองว่าวัดในพุทธศาสนาไม่มีประโยชน์ เนื่องจากเห็นว่าการนับถือสวดมนต์ไหว้พระไม่ได้ทำให้สู้กับพวกชาวตะวันตกได้ จึงรื้อทำเป็นโรงเรียน แต่ก็มีพระอาจารย์ไท่ซีว์ออกมาเรียกร้องให้หยุดการบ่อนทำลายพุทธศาสนา ท่านเขียวสุนทรพจน์ไปปราศัยในรัฐสภา บอกว่าในเมื่อประเทศมีเสรีภาพแล้ว ชาวพุทธควรจะมีเสรีภาพในการยืนอยู่บนแผ่นดินจีนด้วย ซุนยัตเซ็นและคนในรัฐบาลยุคนั้นได้ฟังก็ยอมรับและหยุดการทำลายวัด แต่ก็ไม่ได้ให้การสนับสนุนหรือดูแลอะไร อาจารย์ไท่ซีว์มีทัศนะว่าพุทธศาสนาแบบจีนสมัยราชวงศ์หมิง-ชิง ตลอดเวลา 300-400 ปีที่ผ่านมานั้น เป็นพุทธศาสนาสำหรับคนตาย จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงในโลกยุคใหม่ พุทธศาสนาจะต้องเป็นศาสนาสำหรับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ จึงตั้งองค์กรพุทธศาสนาแห่งมนุษย์โลกขึ้นมา ดังจะเห็นได้จากการดำเนินการด้านพุทธศาสนาในไต้หวัน ซึ่งเป็นผลพวงโดย รอยสักแนวคิดของพระอาจารย์ไท่ซีว์ มีการปฏิรูปคณะสงฆ์ใหม่ จัดการระบบวัดใหม่ ปรับปรุงคำสอนให้เข้าใจง่าย การปฏิรูปไม่ใช่ลบล้างคำสอน แต่หมายถึงการสื่อสารอย่างไรกับสามัญชนให้เข้าใจง่ายขึ้น ไม่ให้ยากเกินไป นอกจากนี้ วงการพุทธศาสนาในยุคนั้นก็ยังมีพระภิกษุที่มีอิทธิพลสูงอีกหลายท่าน เช่น ภิกษุซีว์อวิ๋น ซึ่งเป็นพระปฏิบัติในนิกายเซน และมีอายุมาจนถึงยุคคอมมิวนิสต์ เคยมาเยือนวัดเล่งเน่ยยี่ในประเทศไทยเมื่อสมัยรัชกาลที่ 6 อีกท่านหนึ่งคือภิกษุหงอีเป็นพระนิกายวินัยฟื้นฟูใหม่เกิดในครอบครัวคหบดี ตอนหนุ่มสนใจเรียนด้านการละครและไปศึกษาที่ญี่ปุ่น แต่หนึ่งได้ฟังพระอาจารย์แสดงธรรม จึงออกบวชไม่กลับบ้านอีกเลย ทางบ้านมารู้ว่าท่านได้ออกบวชเป็นพระในภายหลัง ท่านเลือกจะปฏิบัติตามนิกายวินัย คือถือศีล ไม่กินข้าวเย็น ปฏิบัติวินัยอย่างเคร่งครัด นับเป็นกระแสที่มีอิทธิพลอย่างสำคัญต่อการฟื้นฟูพุทธศาสนาในจีน
พุทธศาสนาแบบจีนผ่านช่วงพัฒนาการต่างๆ มา 2000 ปี มีทั้งทุกข์ ทั้งสุข เจริญรุ่งเรือง และผ่านความบอบช้ำ ปัจจุบันเป็นไปในทางที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับศตวรรษก่อน แต่รัฐบาลจีนก็ยังไม่ปล่อยให้พุทธศาสนามีอิสระอย่างแท้จริง แม้จะเปิดกว้างมากขึ้น ศาสนาทุกศาสนาก็ยังอยู่ภายใต้การควบคุม เคยสนทนากับชาวพุทธในจีน เขาแสดงทัศนะว่า รัฐบาลเลี้ยงเขาเหมือนชนกลุ่มน้อย เหมือนชาวเขา วันๆ ก็ให้มาแสดงละครโดยการสวดมนต์ ทำพิธีกรรม แล้วก็ให้กลับเข้าไปในที่ อยู่ในกรอบ อย่าไปทำอะไรเรื่องมาก ไม่เช่นนั้นจะโดนจัดการ อันนี้สรุปได้จากคำพูดของชาวพุทธกินเอง แต่ก็ยังนับว่าดีกว่าเมื่อก่อนเพราะยังมีพระให้เราไปทำบุญได้ พุทธในจีนคงต้องรอเวลาที่จะไม่ค่อยๆ ฟื้นตัวในอนาคต

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ระบบการศึกษาประเทศฟินแลนด์

การคิดอย่างมีเหตุผลและอุปสรรคของความคิด